วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

สาเหตุคลังน้ำมันบางจากระเบิดเกิดจากท่ออุปกรณ์ควบคุมน้ำมันเตารั่ว


วันศุกร์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554
บริษัทบางจากฯ ชี้แจงสาเหตุคลังน้ำมันระเบิดเกิดจากท่ออุปกรณ์ควบคุมน้ำมันเตารั่ว ทำให้เกิดการติดไฟ แต่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ภายใน 30 นาที โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ คาดต้องรอประมาณ 10 ชม.จึงจะเข้าไปตรวจสอบความเสียหาย และสาเหตุที่แท้จริงได้

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปิโตรเลียม จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 7.00 น.วันนี้ ได้เกิดไฟลุกที่บริเวณท่อของอุปกรณ์ควบคุมในหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเตาเป็นน้ำมันดีเซลบริเวณโรงกลั่นน้ำมันของบางจาก ซอยสุขุมวิท 64 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงกลั่นน้ำมันบางจากสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที ขณะเกิดเหตุได้ปิดระบบการกลั่นทั้งหมดเป็นเวลา 10 นาที เพื่อปล่อยแก๊สออกทางท่อระบายความดันในระบบ (แฟล์) ซึ่งมีความสูงถึง 100 เมตร จึงไม่มีผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชนใกล้เคียง นอกจากผลกระทบทางด้านจิตใจเกี่ยวกับความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ในพื้นที่รอบข้างโรงกลั่นมีชุมชนอยู่ประมาณ 10,000 หลังคาเรือน

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น สันนิษฐานว่าเกิดจากท่อของอุปกรณ์ควบคุมในหน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเตาเป็นน้ำมันดีเซลรั่ว ทำให้เกิดติดไฟ ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนหน่วยกลั่นอื่นไม่ได้รับความเสียหายสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ แต่ในขณะนี้มีคำสั่งให้ปิดระบบโรงกลั่นทั้งหมดเพื่อความปลอดภัย

ไฟไหม้โรงงานเคมีในเนเธอร์แลนด์ - ระงับอย่างไร ก้อควบคุมไม่ได้ แบบที่อ้าง ว่ามาตรฐานสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554
กิดเหตุเพลิงไหม้ที่บริษัทเก็บรักษาและบรรจุหีบห่อสารเคมี "เคมี-แพ็ค เนเธอร์แลนด์ บีวี" ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในเมืองเมอร์ดิก ทางภาคใต้ของเนเธอร์แลนด์ เจ้าหน้าที่ต้องออกคำเตือนให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดป้องกันควันพิษจากสารเคมี ระหว่างเพลิงไหม้ก็เกิดระเบิดขึ้นเป็นระยะ กลุ่มควันหนาทึบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า


เพลิงเริ่มลุกไหม้ขึ้นในช่วงบ่าย ตำรวจเปิดเผยว่าพนักงานทั้ง 50 คนของบริษัทไม่มีใครได้รับอันตราย สาเหตุยังไม่แน่ชัด

ชาวเมืองดอร์เดร็คท์ที่อยู่ข้างเคียง ได้รับคำเตือนให้ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดด้วย เรือบรรทุกของขนาดใหญ่ที่ใช้เส้นทางเดินเรือฮอลแลนด์สดีป ที่อยู่ข้างเคียงก็ถูกสั่งให้หยุดเดินเรือ

ภาพสะเทือนขวัญ ผู้โดยสารนับร้อยวิ่งหนีตาย ขณะเกิดไฟไหม้เครื่องบิน

ถานีโทรทัศน์รัสเซีย เผยภาพสะเทือนขวัญ ผู้โดยสารนับร้อยวิ่งหนีตาย ขณะเกิดไฟไหม้เครื่องบินโดยสารลำหนึ่ง ในไซบีเรีย ในวันปีใหม่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน


สถานีโทรทัศน์รัสเซีย ได้เผยภาพทั้งที่เป็นวงจรปิด และ ภาพถ่ายของช่างภาพมือสมัครเล่น ซึ่งบันทึกได้ขณะที่ผู้โดยสารและลูกเรือ 124 คน พยายามหนีตายออกจากเครื่องบินโดยสาร รุ่น ทูโบเลฟ 154 บี ที่กำลังไฟไหม้ ก่อนที่จะระเบิดกระจุย ระหว่างนักบินกำลังแท็กซี่ เพื่อทยานออกจากสนามบินชูร์กัต ของไซบีเรีย เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า ภายในเวลา 100 วินาที เพลิงได้เผาวอดเครื่องบินทั้งลำ และมีผู้โดยสาร 3 คน เสียชีวิต

จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่สืบสวน ยังไม่ยืนยันถึงสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้เครื่องนี้ในครั้งนี้ แต่หลังจากที่เกิดเหตุ หน่วยขนส่งของรัสเซีย ได้สั่งห้าม เครื่องบินรุ่นดังกล่าวขึ้นบินแล้ว


วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

เมืองบราซิลร้าง หลังผู้คนอพยพหนีหายนะน้ำท่าม-โคลนถล่ม

เอเอฟพี - ยานพาหนะแถวยาวเหยียดพยายามหลบหนีออกจากเมืองโนวา ฟริเบอร์โก หนึ่งในเทศบาลที่ได้รับความเสียหายร้ายแรงจากอุทกภัยหายนะทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของบราซิล ที่คร่าชีวิตผู้คนไปร่วมๆ 500 ราย

รถยนต์นับร้อยคันต้องหยุดรอต่อคิวและค่อยๆคลานขึ้นถนนสายหลักที่ถูกดินถล่มซัดเสียไปครึ่งหนึ่งและใช้งานได้เพียงเลนเดียว ในความพยายามออกนอกเมือง แถมขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องคอยเปิดทางให้กับรถฉุกเฉิน ตำรวจและบรรทุกของทหารที่มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองด้วย

เมืองแห่งนี้คือศูนย์กลางของหายนะที่บังเกิดกับบราซิลในสัปดาห์นี้ ขณะที่หน่วยกู้ภัยยังไม่ลดละความพยายามในการค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหตุน้ำไหลบ่าและโคลนถล่มที่คร่าชีวิตผู้คนในหลายพื้นที่ทางเขตหุบเขาใกล้กับนครริโอเดจาเนโร ไปแล้วกว่า 500 ศพ

ในโนวา ฟริเบอร์โก ถนนสายต่างๆแออัดไปด้วยยานพาหนะที่ขนผู้คนอพยพออกจากเมือง ส่วนบางคันก็ขับวนไปรอบๆในความพยายามค้นหาญาติมิตรที่สูญหาย จนทำให้ทีมช่วยเฉินต้องเปิดไซเรนขอทางอยู่ตลอด ขณะที่ตำรวจจราจรในชุดกันฝนต้องคอยทำหน้าที่เปิดทางให้รถตักดินผ่านไปก่อน

กระนั้นบรรยากาศในเมืองสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างด้วยร้านค้าต่างๆปิดบริการทั้งหมด โดยเจ้าของร้านบางคนมีสีหน้าโศกเศร้า ท้อแท้ หมดหวังระหว่างยกหีบห่อสินค้าขึ้นรถบรรทุกเพื่ออพยพ ส่วนคนยากจนต้องไปคุ้ยแคะซากหักพังตามภูเขาต่างๆสำหรับอะไรก็ตามที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ทว่าในความพยายามออกนอกเมืองของประชาชนโนวา ฟริเบอร์โก ต้องเจออุปสรรคสำคัญอีกอย่าง เมื่อหลายคนที่สามารถเดินทางได้เนื่องจากขาดแคลนน้ำมัน โดยมีรายงานว่า ณ สถานีบริการแห่งหนึ่งมีรถยนต์ต่อแถวรอเติมน้ำมันมากกว่า 60 คันเลยทีเดียว

ย่ายใจกลางของเมือง จตุรัสแห่งหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าโบสถ์สีขาวเต็มถูกแทนที่ไปด้วยโคลน ขณะที่ตู้โทรศัทพ์สาธารณะของเมืองจำนวนมากต้องจมอยู่ใต้โคลนที่สูงในระดับเอว ทั้งนี้แม้รถแทรกเตอร์พยายามอย่างหนักในการเข้าเคลียร์พื้นที่ แต่ดูเหมือนมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย

"มันคือหายนะครั้งใหญ่หลวง เมืองแห่งนี้ถึงจุดจบแล้ว เมืองที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้มันถึงจุดจบแล้ว" ชาวบ้านรายหนึ่งบอก ขณะที่โรงแรมต่างๆบอกว่าพวกเขาต้องสูญเสียรายได้มหาศาลหลายล้านดอลลาร์จากวิกฤตโคลนถล่มครั้งนี้ซึ่งเกิดขึ้น ณ เวลาที่ตามปกติแล้วจะเป็นช่วงต้นฤดูกาลพักผ่อนช่วงฤดูร้อนของพื้นที่แถบนี้

ทั้งนี้แม้รัฐบาลกลางและรัฐบาลแห่งรัฐ จะให้คำมั่นต่อการฟื้นฟูพื้นที่ แต่ด้วยขอบเขตความเสียหายที่กว้างขวาง จึงคาดหมายว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี


เมฆฝนสีดำทะมึนเมื่อมองจากตัวเมือง โนวา ฟริเบอร์โก
เมฆฝนสีดำทะมึนเมื่อมองจากตัวเมือง โนวา ฟริเบอร์โก
สภาพบ้านเรือนซึ่งประสบภัยน้ำท่วมและโคลนถล่มในเมืองคาเลอเม ทางตอนเหนือของรีโอเดจาเดโร วานนี้(15)
b>เอเอฟพี - ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัยและโคลนถล่มในเขตภูเขาใกล้เมืองรีโอเดจาเนโรของบราซิลพุ่งเกิน 610 ศพแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันพลเรือนเผยวันนี้(16)

หน่วยกู้ภัยเข้าช่วยเหลือประชาชนราว 14,000 คนซึ่งไร้ที่อยู่อาศัยในเขตเซอร์รานา ห่างจากเมืองรีโอประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่ประสบอุทกภัยรุนแรงมากที่สุด หน่วยป้องกันพลเรือนระบุ

โนวา ฟริเบอร์โก เป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยพบผู้เสียชีวิตแล้ว 274 ราย ส่วนที่เทเรโซโปลิสมีผู้เสียชีวิต 263 ราย, เปโตรโปลิส 55 ราย และซูมิโดอูโรอีก 18 ราย

คนงานขนย้ายร่างผู้เสียชีวิตคาดว่า ยอดตายอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าถึงหมู่บ้านเล็กๆอีกหลายแห่ง ซึ่งต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบราซิล

ชาวบ้านเข้าไปช่วยค้นหาศพของเด็กหญิง ซึ่งยังถูกฝังอยู่ใต้ซากบ้านในเมือง มอร์โร โด เดเด ทางตอนเหนือของรีโอเดจาเนโร วานนี้(15)


ชาวเมืองคาเลอเมเดินลุยน้ำเข้าไปสำรวจความเสียหายของบ้านเรือน

นักแสวงบุญอินเดียเหยียบกันตายทะลุ 100 ศพ

เอเอฟพี - มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 102 รายและบาดเจ็บจำนวนมากในเหตุเหยียบกันตาย ณ พิธีทางศาสนาทางภาคใต้ของอินเดีย เมื่อวันศุกร์(14) จากความโกลาหลที่มีต้นตอจากรถคันหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฝูงชน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้น ณ เวลาประมาณ 20.00 น.ตามเวลาท้องถิ่นของค่ำวันศุกร์(ตรงกับเมืองไทย 23.30 น.) ในพื้นที่แถบภูเขาห่างไกล ในเมืองตริวันดรัม รัฐเกรละ ระหว่างที่นักแสวงบุญกำลังมุ่งหน้าสู่ชาบาริมาลา สถานศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูซึ่งดึงดูดนักแสวงบุญ 3 ถึง 4 ล้านคนในแต่ละปี

โกดิยูเยรี บาลากริชนัน รัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐเกรละบอกกับเอเอฟพีว่าเจ้าหน้าที่กู้ศพผู้เสียชีวิต 102 ศพลงมาจากเนินเขาและป่าไม้หนาทึบด้านข้างของถนนแคบๆ ที่เหล่านักแสวงสุญพากันแออัดยัดเยียดมุ่งหน้าสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ในวันสุดท้ายของประเพณีทางศาสนาในช่วงฤดูหนาว

"ปฏิบัติการบรรเทาภัยกำลังเดินหน้าต่อไป" เขากล่าวท่ามกลางความคาดหมายว่าเจ้าหน้าที่คนอื่นๆว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจพุ่งสูงกว่านี้ โดย ราเชนดรา นาอีร์ ผู้บัญชาการตำรวจพิเศษเปิดเผยว่าอาจมีนักแสวงบุญเสียชีวิตมากกว่า 100 คนในอุบัติเหตุคราวนี้ ขณะที่รัฐมนตรีศึกษาธิการแห่งรัฐบอกว่าน่าจะอยู่ราวๆ 90 ศพ

หนังสือพิมพ์เพรส ทรัสต์ ออฟ อินเดีย รายงานว่าปฏิบัติการช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบากเพราะพื้นที่ประสบเหตุอยู่ในเขตห่างไกล มีป่าหนาทึบปกคลุมและเป็นถนนแคบๆ ทำให้เป็นการเข้าถึงของหน่วยฉุกเฉินทำได้ยาก

คาดหมายว่ารายละเอียดของสาเหตุของโศกนาฏกรรมนี้น่าจะปรากฎออกมาในช่วงเช้าวันเสาร์(15) แต่รายงานข่าวในเบื้องต้นระบุว่าความโกลาหลจุดชนวนมาจากรถบัสหรือไม่ก็รถจิ๊ปคันหนึ่งเสียการควบคุมพุ่งเข้าใส่ฝูงชน "ทีแรกเลยคือรถเกิดอุบัติเหตุและจากนั้นประชาชนก็อยู่ในความอลหม่าน" รายงานข่าวระบุ

นักแสวงบุญทั้งชายและหญิงนับแสนคนต่างพากันเดินเท้าเป็นกลุ่มๆขึ้นไปยังวัดชาบาริมาลา โดยแต่ละคนจะถือหีบห่อเครื่องถวายตามประเพณีไปสักการะบูชาสถานศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพ ทว่าผู้สูงอายุจำนวนมากหรือพวกที่ไม่ต้องการเสียเวลา ก็ยอมที่จะแออัดยัดเยียดบนรถบัสหรือรถจิ๊ปแทน

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

โรงงานผลิตพลุระเบิด ยังพินาศ ขนาดที่เห็น



อยุธยา
- เกิดเหตุโรงงานผลิตพลุระเบิดในพื้นที่ ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 3 ราย บาดเจ็บ 1 คน




วันนี้ (13 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา พร้อมหน่วยกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เข้าตรวจสอบเหตุระเบิดขึ้นภายในบ้านเลขที่ 53 ม.3 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี พบว่าบ้านหลังกล่าวถูกแรงระเบิดได้รับความเสียหาย ฝาบ้านและหลังคาเปิดออกทั้งหลัง นอกจากนี้แรงระเบิดยังทำให้บ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้รับความเสียหายไปด้วยอีก 4 หลัง

จากการตรวจสอบพบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของนางไพรัช หรือแต๋ว สมร อายุ 50 ปี โดยดัดแปลงบ้านเป็นสถานที่ผลิตพลุเพื่อใช้ในงานศพและงานรับจ้างทั่วไป มีการใช้หลังคารถกระบะดัดแปลงเป็นที่คลุมหลุมเก็บดินระเบิด โดยใช้ท่อปูนขนาดความกว้าง 1 เมตร ฝังลงไปในดิน ใช้เก็บดินระเบิด ก่อนเกิดเหตุในช่วงเช้ามีรถยนต์กระบะอีซูซุ สีเขียว 5298 พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีนายอุบล และนางเฉลียว หอมเทศ อยู่บ้านเลขที่ 15 ม.4 ต.คลองสะแก อ.นครหลวง ขับเข้ามา ท้ายรถบรรทุกถุงดินระเบิดและปุ๋ยยูเรียมาด้วย และเป็นช่วงเดียวกับที่คนงานชายและหญิง 2 คนกำลังประกอบพลุตามปกติ แต่ทันใดนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้คนงานทั้ง 2 คนเสียชีวิต ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 1 คนถูกนำส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชธานี

นอกจากนี้ยังพบว่ามีชิ้นเนื้อมนุษย์กระเด็นกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ ในรัศมี 100 เมตร ซึ่งตำรวจกำลังตรวจสอบว่าเป็นชิ้นเนื้อมนุษย์ของศพรายที่ 3 หรือไม่

สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตขณะนี้ทราบเบื้องต้น คือ นางแต๋ว สมร อายุ 50 ปี นายอุบล หอมเทศ และนางเฉลียว หอมเทศ ส่วนนายสุวรรณ สมร สามีนางไพรัช หรือแต๋ว ได้รับบาดเจ็บสาหัส

นายเทียน สำมารัตน์ อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 ม.3 ต.บ้านเกาะ ซึ่งติดกับบ้านหลังที่เกิดระเบิดขึ้น กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนเองกำลังทำสวนอยู่ริมแม่น้ำ และได้ยินเสียงระเบิดดังมาก จึงวิ่งออกมาดู พบว่ามีคนร้องขอความช่วยเหลือ และมีผู้เสียชีวิตจึงตะโกนให้เพื่อบ้านช่วย

ขณะที่ นายกิตติ อิ่มสุวรรณ อายุ 32 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมาตรวจสอบและเตือนบ้านหลังดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่งว่าการดัดแปลงตัวบ้านดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดเหตุระเบิดขึ้นได้ เพราะโรงงานและสถานที่เก็บรักษาดินระเบิดไม่เข้าข่ายปลอดภัย แต่เจ้าของบ้านก็ไม่เชื่อ

ล่าสุด นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังดังกล่าวแล้ว พร้อมให้ตรวจสอบว่ามีการขออนุญาตในการประกอบเป็นโรงงานทำพลุหรือไม่

สำหรับพื้นที่ ม.3 ต.บ้านเกาะ อ.พระนครศรีอยุธยา เคยเกิดเหตุโรงงานทำพลุระเบิดขึ้นมาแล้ว 1 ครั้ง เมื่อประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา คือบ้านของนายบุญเหลือ อิ่มสุวรรณ ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 600-700 เมตร โดยครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ราย

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รวม หายนะภัย ปี 2010 จาก เวบผู้จัดการ

ปี 2010 นี้นับว่าเป็นปีแห่งหายนะ ภัยพิบัติ และโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกทีเดียว ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ หรือน้ำมือมนุษย์ แต่ต่างก็ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สินอย่างร้ายแรงมากเป็นประวัติการณ์อีกปีหนึ่ง ลองมาทบทวนกันว่าเหตุการณ์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง

1.แผ่นดินไหวเฮติ

เริ่มกันตั้งแต่ต้นปี ในวันที่ 12 มกราคม (ตามเวลาท้องถิ่น) เกิดแผ่นดินไหววัดความรุนแรงถึงระดับ 7.0 ถล่มกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 250,000 ราย ขณะที่อีกกว่า 1.2 ล้านชีวิต ต้องไร้ที่อยู่อาศัย และยังต้องประสบกับวิกฤตด้านสาธารณสุขซ้ำเติม เมื่อโรคอหิวาต์ระบาดหนัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีกกว่า 1,100 คน โดยยังมีจำนวนผู้ติดเชื้ออีกนับหมื่นคน

ยิ่งไปกว่านั้น ทางธนาคารโลก และสหประชาชาติ ได้ประเมินการฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวในเฮติไว้ว่า จำเป็นต้องใช้เงิน 11,500 ล้านดอลลาร์ และกินเวลาถึง 3 ปี แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้คนทั่วโลกต่างร่วมใจกันส่งความช่วยเหลือไปให้ผู้ประสบภัย โดยเฉพาะเหล่าคนดังที่ตบเท้าลงพื้นที่ และบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น แองเจลินา โจลี จอห์น ทราโวตา และฌอน เพนน์ เป็นต้น

2.แผ่นดินไหวชิลี

ผ่านไปเพียงเดือนเดียว ก็เกิดแผ่นดินไหวซ้ำในภูมิภาคละตินอเมริกา โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองกอนเซปซิยงของชิลี ระดับความรุนแรงถึง 8.8 ในเช้าตรู่ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ แรงสั่นสะเทือนสร้างความเสียหายในกรุงซันติอาโก เมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไป 317 กิโลเมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 711 ราย

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศเตือนภัยคลื่นยักษ์สึนามิที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่ชิลี ในทุกประเทศทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ก็ได้ยกเลิกในเวลาต่อมาเมื่อพบข้อมูลว่าคลื่นยักษ์นั้นไม่ได้มีความรุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายร้ายแรง

3.ภูเขาไฟไอซ์แลนด์ปะทุ

ภูเขาไฟใต้เขตธารน้ำแข็งอียาฟยาโยคูล ทางตอนใต้ของไอซ์แลนด์เกิดการปะทุในช่วงเช้าของวันที่ 21 มีนาคม และพ่นเถ้าถ่านออกมาหลายระลอกจนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม โดยควันพิษจากภูเขาไฟนั้นแผ่ลามไปทั่วน่านฟ้าหลายประเทศในยุโรป ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศ หลายประเทศต้องสั่งปิดน่านฟ้า และเที่ยวบินกว่า 63,000 เที่ยวถูกยกเลิก

4.แผ่นดินไหวจีน

เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.9 ถล่มเมืองอวี้ซู่ เขตปกครองตนเองของชาวทิเบตในมณฑลชิงไห่ ในเช้าวันที่ 14 เมษายน มียอดผู้เสียชีวิตกว่า 2,700 ราย บาดเจ็บกว่า 12,000 คน และสูญหายอีก 195 คน โดยรัฐบาลจีนต้องวางแผนจัดสรรงบประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการพื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมีบ้านเรือนเสียหายนับพันหลัง

5.น้ำมันรั่วครั้งใหญ่ในอ่าวเม็กซิโก

แท่นขุดเจาะน้ำมันดีปวอเทอร์ ฮอไรซอน ของบริษัททรานส์โอเชียน ซึ่งขุดเจาะบ่อน้ำมันให้แก่บริษัทบีพี เกิดระเบิด และไฟไหม้ในวันที่ 20 เมษายน และจมลงสู่อ่าวเม็กซิโก 2 วันหลังจากนั้น ทำให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันครั้งใหญ่ ที่ถือว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ แผ่ลามไปไกลตลอดแนวชายฝั่งมลรัฐมิสซิสซิปปี ลุยเซียนา แอละแบมา ฟลอริดา และเทกซัส และกลายเป็นวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ด้วย

6.น้ำท่วมปากีสถาน

ในเดือนสิงหาคม เกิดน้ำท่วมฉับพลันทางตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถาน และกินพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของประเทศ ซึ่งทางสหประชาชาติ ระบุว่า เป็นอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 80 ปี โดยยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเกิน 1,760 ราย ขณะที่มีการแพร่ระบาดของเชื้ออหิวาต์ในบางพื้นที่ สร้างความทุกข์ร้อนให้กับประชาชนถึง 21 ล้านคน เนื่องจากเรือกสวนไร่นา และระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหายอย่างมาก

7.วิกฤตตัวประกันฟิลิปปินส์

โรลันโด เมนโดซา มือปืน ซึ่งเป็นอดีตตำรวจสืบสวนสอบสวนของฟิลิปปินส์ ก่อเหตุบุกยึดรถบัส และจับนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงไว้เป็นตัวประกันในกรุงมะนิลา เป็นเวลาร่วม 12 ชั่วโมง สุดท้ายหน่วยสวาทก็ใช้กำลังบุกชาร์จวิสามัญคนร้าย แต่พลาดทำให้มีตัวประกันเสียชีวิต 7 ราย

โศกนาฏกรรมนี้ส่งผลให้ทางการฮ่องกง ตลอดจนผู้คนทั่วโลก พากันโกรธเคืองประสิทธิภาพการดำเนินงานช่วยเหลือตัวประกัน ที่ตำรวจและรัฐบาลฟิลิปปินส์แสดงให้โลกได้ประจักษ์ โดยเฉพาะในประเด็นว่า ฟิลิปปินส์ทำอย่างนี้กับคนฮ่องกงลงคอได้อย่างไร

8.ฮีโร่คนงานเหมืองชิลี

วิกฤตช่วยเหลือคนงานเหมืองในชิลีครั้งนี้เกือบต้องกลายเป็นโศกนาฏกรรม เมื่อปล่องขึ้นลงของเหมืองซานโฮเซ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงซันติอาโก ไปทางเหนือราว 800 กิโลเมตร เกิดพังทลายลงมา และต้องปล่อยให้คนงาน 33 ชีวิตติดอยู่ใต้ดินยาวนานถึง 69 วัน ตั้งแต่ 5 สิงหาคม จนกระทั่ง 13 ตุลาคม ปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อนำพวกเขาขึ้นมาก็ประสบความสำเร็จเร็วกว่าที่คาดคิด และเป็นที่น่าภาคภูมิใจว่า ในทีมเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือนั้น มี 2 วิศวกรชาวไทยร่วมอยู่ด้วย

9.ภูเขาไฟ-สึนามิถล่มอินโดนีเซีย

ภูเขาไฟเมราปีในเกาะชวาของอินโดนีเซียเริ่มพ่นลาวา และส่งสัญญาณการปะทุครั้งใหญ่ ในวันที่ 23 ตุลาคม จนทางการต้องประกาศเตือนภัยขั้นสูงสุด โดยการระเบิดเป็นระลอกๆ นานเกือบ 2 เดือน ทำให้มีชาวบ้านเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 324 ราย และมีการอพยพประชาชนกว่า 200,000 คน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 7.7 ขึ้นในหมู่เกาะเมนตาวาอิ ทางตะวันตกของหมู่เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ในวันที่ 25 ตุลาคม ก่อให้เกิดคลื่นสึนามิสูงถึง 3 เมตร ถล่มเข้าใส่หมู่บ้าน 10 แห่ง วิบัติภัยครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 282 ราย และสูญหายกว่า 400 คน

10.เหยียบกันตายเทศกาลน้ำในกัมพูชา

เทศกาลน้ำ ประเพณีที่ชาวกัมพูชายึดถือเอาคืนวันเพ็ญร่วมกันลอยทุ่นที่ประดับด้วยดวงไฟไปตามแม่น้ำ เพื่อเป็นการระลึกถึงบุญคุณ และแสดงความขอบคุณต่อแม่น้ำโขง กลับเกิดโศกนาฏกรรมเหยียบกันตายระหว่างการเฉลิมฉลองบนสะพานแห่งหนึ่งในกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 351 ราย